หลายบ้านที่มีบ่อปลา บ่อน้ำพุ น้ำตก สระว่ายน้ำ หรือบ่อน้ำทั่วไป อาจจะประสบปัญหาเดียวกันคือ น้ำในบ่อเขียวขุ่น ไม่ใส ไม่น่ามอง ซึ่งเกิดจากการที่มีตะไคร่น้ำ ตะกอนต่างๆ โดยอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น แสงแดด อุณหภูมิ วัสดุกรอง ขนาดบ่อ ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ โดยในบทความนี้วอเตอร์ด๊อกจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจสาเหตุ และวิธีการแก้ปัญหา ให้น้ำกลับมาใสกัน

ปัญหาบ่อน้ำเขียว เกิดจากอะไร
ปัญหาสระน้ำเขียวเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของสาหร่าย และความไม่สมดุลของคุณภาพน้ำในสระ โดยสาเหตุหลัก ได้แก่
1. การเจริญเติบโตของสาหร่าย
- บ่อน้ำโดนแสงแดดมากเกินไป หลายคนอาจจะคิดว่าถ้าทำบ่อน้ำไว้ตรงจุดที่โดนแดดเยอะ ๆ แสงแดด และความร้อนจะช่วยฆ่าเชื้อโรค ป้องกันเรื่องสิ่งสกปรกได้ แต่ความจริงแล้วหากบ่อน้ำโดนแสงแดดมาก จะทำให้เกิดตะไคร่น้ำได้ง่าย เพราะพืชสีเขียวเหล่านี้จะสังเคราะห์แสงได้ดี จึงทำให้น้ำในบ่อน้ำเป็นสีเขียวนั่นเอง
- มีสารอาหารสะสมมากเกินไป เช่น ไนเตรต (NO3) และฟอสเฟต (PO4) ซึ่งมาจากปุ๋ย น้ำฝน หรือเศษอินทรีย์
2. ระบบกรองน้ำทำงานไม่ดี
- ไส้กรองสกปรกหรือตัน ทำให้ไม่สามารถกรองอนุภาคเล็ก ๆ และสาหร่ายออกจากน้ำได้
- ปั๊มน้ำทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ
3. การใช้คลอรีนไม่เพียงพอ
- คลอรีนต่ำกว่าค่าที่เหมาะสม (ค่าคลอรีนมาตรฐานควรอยู่ที่ 1-3 ppm) จึงทำให้ไม่สามารถฆ่าสาหร่ายได้
- การใช้คลอรีนผิดวิธี เช่น ใส่ในช่วงกลางวัน ทำให้คลอรีนสลายตัวเร็วจากแสงแดด
- สำหรับคลอรีนบางชนิดที่มีสาร stabilizer ซึ่งป้องกันการสลายตัวเมื่อสัมผัสกับแสงแดด อาจส่งผลให้ค่าของน้ำผิดปกติได้ สอบถามเพิ่มเติม
4. ค่า pH และสารเคมีไม่สมดุล
- ค่า pH สูงเกินไป (ค่าพีเอชมาตรฐานควรอยู่ที่ 7.2 - 7.6) ทำให้คลอรีนทำงานได้ไม่เต็มที่
- ค่าความกระด้างของน้ำ (Calcium Hardness) หรือค่าความเป็นด่างรวม (Total Alkalinity) ไม่สมดุล
วิธีแก้ไขปัญหาสระน้ำเขียว
วิธีแก้ไขน้ำเขียว สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการปรับค่าของน้ำให้เหมาะสม หรือติดตั้งระบบหมุนเวียนน้ำ และหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำ
1. ตรวจสอบสภาพน้ำปัจจุบัน โดยใช้ชุดทดสอบสภาพน้ำ (Test Kit Lovibond)
- เพื่อตรวจสอบค่า pH และค่าคลอรีนในน้ำ จากนั้นปรับค่าน้ำให้อยู่ในค่าที่เหมาะสม
2. เพิ่มคลอรีนให้สูงขึ้น (Super Chlorination / Shock Chlorine)
- โดยคลอรีนมีหลายประเภท เหมาะสำหรับการใช้งานที่แตกต่างกันไป (คลิก เพื่ออ่านบทความเกี่ยวกับวิธี และปริมาณการใช้คลอรีนแต่ละประเภท)
3. ตรวจสอบระบบกรองน้ำว่าได้มาตรฐานหรือไม่ (ควรเปิดใช้งานระบบอย่างน้อย 12-24 ชม.ต่อวัน หรือจนกว่าน้ำจะใส)
- ถังกรอง ถังกรองน้ำควรมีขนาด 1 ใน 3 ของสระ และถังกรองน้ำควรลึกกว่าสระ เพื่อให้น้ำไหลไปสู่บ่อกรองได้สะดวกขึ้น น้ำหมุนเวียนได้ดีขึ้น
- ปั๊มน้ำ ควรเลือกปั๊มที่มีอัตราการไหล แรงดัน ความสูง และกำลังวัตต์ ให้เหมาะสม โดยไม่ควรเลือกขนาดปั๊มที่มีขนาดใหญ่ หรือเล็กจนเกินไป
4. หากมีสารแขวนลอยเช่น เศษฝุ่น ดิน จำนวนมาก ให้ใช้สารช่วยตกตะกอน (Flocculant)
- ตัวอย่างสารช่วยตกตะกอน เช่น สารส้มน้ำ, สารส้มใสก้อน, สารส้มขุ่นผง, น้ำยาตกตะกอน, ผงแพค 30% หรือ PAC 30% (Poly Aluminium Chloride) เป็นต้น
5. ดูดตะกอนที่ก้นสระ และทำความสะอาดระบบกรองน้ำ
- ระบบกรองน้ำ ควรหมั่นเปลี่ยน หรือล้างสารกรองน้ำทุก 3-6 เดือน หรือขึ้นอยู่กับสภาพน้ำ
6. ควบคุมปริมาณสารอาหารของสาหร่าย โดยหลีกเลี่ยงการให้น้ำฝนไหลลงสระ และกำจัดเศษใบไม้
อย่างไรก็ตามถึงจะทำความสะอาดสระน้ำเป็นประจำแล้ว แต่ก็ยังเจอปัญหาสระน้ำเขียว อาจแปลว่าเว้นระยะเวลาทำความสะอาดนานเกินไป ควรล้างสระอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และใส่คลอรีน ด่างทับทิม หรือจุนสี เพื่อป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำ จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้ดียิ่งขึ้น หากลองวิธีข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผล อาจต้องตรวจสอบระบบกรองน้ำ หรือ
ตรวจสอบสภาพน้ำโดยผู้เชี่ยวชาญ
สนใจติดต่อ ร้านวอเตอร์ด๊อก ตัวแทนจำหน่ายเคมีภัณฑ์ทั้งเคมีทั่วไป เคมีและอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบน้ำ เคมีหรือวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตเครื่องสำอาง และวัตถุดิบเจือปนอาหาร อาทิ โซดาไฟเกล็ด โซเดียมเมต้าไบซัลไฟต์ กรดมะนาว และอีกมากมาย
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line ID : @waterdoc
เว็บไซต์ : www.waterdocshop.com
โทร : 095-845-3131
